
ในภาพยนตร์หลายเรื่อง เราอาจจะได้เห็นฉากจบที่สวยงามสมบูรณ์ตอนท้ายเรื่อง ความสมหวัง การแต่งงาน และชีวิตที่มีความสุขของตัวละคร แต่ในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตอาจจะไม่ได้สวยสดงดงามอย่างนั้นเสมอไป วันนี้กระปุกดอทคอม ก็มีตัวอย่างของภาพยนตร์ 5 เรื่องที่สร้างมาจากเรื่องจริง ที่ตอนจบในหนังสุดแสนจะมีความสุข แต่ตอนจบในชีวิตจริงนั้น กลับโหดร้ายจนเหมือนเป็นคนละเรื่องเลยทีเดียว

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก My Left Foot
ภาพยนตร์เรื่อง My Left Foot ถือเป็นภาพยนตร์ที่น่าจดจำเรื่องหนึ่ง เมื่อแดเนียล เดย์-ลิวอิส ต้องนั่งอยู่บนวีลแชร์ตลอดเวลาการถ่ายทำ และทำให้เขากลายเป็นตำนานในฐานะของนักแสดงที่ทุ่มเทเพื่อการแสดงที่สุด อีกทั้งพล็อตเรื่องยังติดตาตรึงใจผู้ชม โดยที่เรื่อง My Left Foot เป็นเรื่องจริงของคริสตี้ บราวน์ ชาวไอริชที่เกิดมาพร้อมกับความพิการทางสมอง และเขาสามารถควบคุมได้เพียงเท้าซ้ายของตัวเองเท่านั้น ซึ่งเขาก็ใช้เท้าซ้ายของตัวเองในการสร้างสรรค์ผลงาน จนกลายมาเป็นศิลปินและนักเขียน
หลังจากที่คริสตี้ถูกผู้หญิงปฏิเสธมาหลายคน ในตอนจบของเรื่อง คริสตี้ก็ได้พบรักกับแมรี่ คารร์ พยาบาลของเขา และเราจะได้เห็นทั้งสองคนนอนเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้นหญ้า แสดงความรักต่อกัน แม้กระทั่งเครดิตตอนท้ายเรื่องก็ทำให้หัวใจของเรากระชุ่มกระชวย เมื่อเรารู้ว่าทั้งสองคนสมรักกันและได้แต่งงานกันในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้ว ชีวิตแต่งงานของคริสตี้ บราวน์ ก็ไม่ได้สวยงามอย่างในหนัง เพราะในไม่ช้าหลังจากที่ทั้งสองคนแต่งงานกัน แมรี่ คารร์ ก็ได้พาสามีแยกตัวออกมาจากครอบครัวของเขา และหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งเธอก็ได้กลับไปทำงานเป็นโสเภณี แม้จะยังเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยว่า เหตุใดโสเภณีคนหนึ่งถึงได้รับงานเป็นนางพยาบาลให้กับบุคคลที่มีพรสวรรค์เป็นเลิศเช่นคริสตี้ บราวน์ แต่ในเมื่อบราวน์อยู่ภายใต้การดูแลของเธอแล้ว ความสุขของเขาก็เหมือนจะพังไปต่อหน้า เธอทิ้งให้เขาอยู่คนเดียวเกือบทุกคืนในขณะที่เธอออกไปเจอกับลูกค้า ซึ่งในฐานะที่เธอเป็นไบเซ็กชวล ก็มีความเป็นไปได้ว่าเธออาจจะนอนกับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ในขณะเดียวกัน บราวน์เองก็เริ่มหันมาดื่มเหล้าอย่างหนัก
นอกจากนี้ ยังมีรายงานแหล่งอื่นระบุว่า แมรี่ คารร์ เป็นอดีตโสเภณีที่เคยมีสัมพันธ์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าเธอจะเปลื้องผ้าหาเงินหรือด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม เธอก็ใช้เวลาส่วนมากอยู่กับการดื่มเหล้า รวมทั้งทรมานตบตีสามีของตัวเธอเอง และผลสุดท้าย บราวน์ก็มีปัญหาทางจิต และทำให้งานของเขามีปัญหาด้วย จนทำให้ทั้งนักวิจารณ์และผู้ชมต่างก็ไม่ปลื้มกับผลงานของเขา หนังสือเล่มสุดท้ายของเขานั้นประสบความล้มเหลวทั้งในแง่ของเสียงวิจารณ์และยอดขาย
ในช่วงบั้นปลายของชีวิต บราวน์รับประทานอาหารค่ำแล้วเนื้อติดคอ จนทำให้เขาหายใจไม่ออกและถึงแก่ความตายในวัย 49 ปี


ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก Conviction
CONVICTION คือภาพยนตร์ที่สร้างมาจากเรื่องจริงของเคนนี่ วอเตอร์ส (รับบทโดยแซม ร็อกเวลล์) ชายที่ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตจากคดีฆาตกรรมที่เขาไม่ได้เป็นคนก่อขึ้น และน้องสาวของเขา เบทตี้ แอน (รับบทโดย ฮิลลารี่ สแวงค์) ก็สัญญาว่าจะเอาเขาออกมาจากคุกให้ได้ ซึ่งเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามและการต่อสู้ของเบทตี้ แอน ซิงเกิลมัมที่ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟ ผู้พยายามสอบเข้าโรงเรียนกฎหมาย และใช้เวลากว่า 18 ปีเพื่อล้างผิดให้กับพี่ชาย และในที่สุด เธอก็ทำสำเร็จ เธอเชื่ออย่างสุดใจว่าพี่ชายของเธอเป็นผู้บริสุทธิ์ โดยการใช้ข้อพิสูจน์ทางดีเอ็นเอ ที่เคยถูกมองข้าม ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ จบลงด้วยการที่เคนนี่ ได้รับอิสรภาพกลับคืนมาอีกครั้ง และเมืองเอเยอร์เอง ก็แสดงความเสียใจโดยการชดใช้ให้กับครอบครัววอเตอร์สเป็นเงินกว่า 3 ล้านดอลลาร์
แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น เคนนี่แทบจะไม่ได้มีชีวิตอย่างที่ต้องการเลย เขาเสียชีวิตเพียง 6 เดือนหลังจากที่ถูกปล่อยออกมาจากคุก ในคืนหนึ่งเขาตัดสินใจที่จะไปเยี่ยมน้องสาวของตัวเอง เพราะเขาคิดว่าเขาถูกขโมยเวลาไปใช้ในคุกจนหมด เขาเลยไม่อยากจะใช้ทางตรงเพื่อเดินไปหาน้องสาวที่บ้าน ดังนั้นเขาจึงใช้ทางลัด และพยายามกระโดดข้ามกำแพงสูงกว่า 15 ฟุต โชคร้ายที่เคนนี่ตกลงมาจากกำแพงและเสียชีวิตในที่สุด
ด้านสตูดิโอเองก็วางแผนที่จะใส่เครดิตตอนท้ายว่า "นับเป็นเรื่องที่น่าเศร้า เพราะเคนนี่ วอเตอร์ส เสียชีวิตเพียง 6 เดือนหลังจากที่เขาถูกปล่อยตัวออกมาจากคุก" แต่กลุ่มคนดูตัวอย่างกลับบอกให้ตัดส่วนนี้ออก อีกทั้งยังไม่มีการส่งข้อความไว้อาลัยอย่าง "แด่เคนนี่" ในตอนท้ายของหนัง เพราะเกรงว่าจะทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย


ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก Chicago
ภาพยนตร์เพลงอย่าง ชิคาโก เป็นภาพยนตร์ที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริงของสองฆาตกรสาว บิวลาห์ อันนาน และ เบลว่า การ์ทเนอร์ ในช่วงปี 1920 แม้ว่าจะไม่มีบันทึกว่าทั้งสองคนจับมือกันและออกแสดงโชว์ด้วยกันในชีวิตจริง แต่รายละเอียดโดยพื้นฐานของเรื่องจริงและเรื่องราวในหนังก็เหมือนกัน กล่าวคือ บิวลาห์ อันนาน ถูกจับเนื่องจากเธอยิงชู้ของตัวเอง และคดีของเธอก็กลายมาเป็นที่สนอกสนใจของสื่อ ระหว่างที่คดีของเธอกำลังถูกพิจารณาในชั้นศาล พร้อมกับที่เธออ้างว่า ปืนกระบอกนั้นเกิดลั่นขึ้นมาระหว่างที่ทั้งเธอและชู้รักกำลังแย่งปืนกัน เฉกเช่นเดียวกันกับบทของร็อกซี่ ฮาร์ท ที่แสดงโดยเรเน่ เซลเวเกอร์ ในภาพยนตร์ปี 2002 โดยที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จบลงด้วยการที่ 2 ฆาตกรสาวถูกปล่อยตัวออกมาจากคุก และได้รับชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่นิยมอย่างที่เธอทั้งสองคนรอคอย
แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น การถูกปล่อยออกมาจากคุกเปรียบเสมือนการให้โทษประหารชีวิตแก่ บิวลาห์ อันนาน เพราะเธอเองก็พิสูจน์ว่าเธอเป็นคนที่ไม่ดีจริง ๆ ไม่นับเรื่องที่เธอยิงชู้รักของตัวเอง
ในภาพยนตร์นั้น ได้บอกเราเป็นนัยว่า สามีผู้ซื่อสัตย์ของร็อกซี่ ในที่สุดก็ยอมเลิกราและปล่อยร็อกซี่ไป หลังจากที่เธอทำให้เขาผิดหวังมาหลายครั้ง แต่ในความเป็นจริง สามีของบิวลาห์ อันนาน นามว่า อัลเบิร์ต (ที่จ่ายค่าทนายให้กับเธอระหว่างการต่อสู้ในชั้นศาล จนเกือบทำให้เขาสิ้นเนื้อประดาตัว) ยังคงเป็นสามีที่ซื่อสัตย์ของเธอเช่นเดิม แต่แทนที่บิวลาห์ อันนานจะรู้สึกผิด เธอกลับประกาศต่อหน้าสื่อว่า เธอจะหย่าสามีทันทีที่เธอได้รับอิสรภาพ เนื่องจากเขาโง่อืดอาดจนเกินไป
และเมื่อไม่มีสามีแล้ว บิวลาห์ อันนาน ก็ไปแต่งงานกับนักมวย โดยที่เธอคิดว่าชีวิตของเธอจะสนุกสนานกับงานปาร์ตี้และมีความสุขในที่สุด แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็จบลง 3 เดือนให้หลัง เพราะเธอไปรู้มาว่านักมวยที่เธอมีความสัมพันธ์ด้วยนั้น ได้แต่งงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ บิวลาห์ อันนาน ยังแต่งงานอีก 2 ครั้ง ก่อนที่เธอจะถูกส่งตัวเข้ารักษาอาการทางจิต และเพียง 4 ปีหลังจากที่เธอถูกปล่อยออกมาจากคุก บิวลาห์ อันนาน ก็เสียชีวิตจากวัณโรค


ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก Invictus
ภาพยนตร์เรื่อง Invictus ผลงานการกำกับของ คลินต์ อีสต์วูด เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับทีมรักบี้ทีมหนึ่งที่สามารถเอาชนะทุกอุปสรรค และขจัดการแบ่งเชื้อชาติในประเทศแอฟริกาใต้ได้สำเร็จ เพียงไม่นานหลังจากที่เนลสัน แมนเดลา กลายเป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของประเทศแอฟริกาใต้ เขาก็ได้คิดแผนการที่จะใช้การแข่งขันรักบี้ชิงแชมป์โลกในปี 1995 เพื่อรวบรวมประเทศให้เป็นหนึ่ง แม้ว่าในตอนนั้น ความตึงเครียดระหว่างชนผิวขาวและผิวสีจะรุนแรงขึ้นทุกขณะก็ตาม และจากการนำของหัวหน้าทีม ฟรองซัวร์ พีนาร์ ทีมชาติแอฟริกาใต้ก็เริ่มจากการเป็นทีมรองบ่อนของทัวร์นาเมนต์ จนสามารถคว่ำทีมชาตินิวซีแลนด์ในรอบชิงชนะเลิศ และกลายมาเป็นแชมป์โลกในที่สุด ภาพยนตร์เรื่องนี้จบลงด้วยการที่เนลสัน แมนเดลา ใส่ชุดแข่งของทีม และนักกีฬาทั้งคนดำและคนขาวต่างก็เข้ามากอดกัน พร้อมร่วมมองไปยังอนาคตข้างหน้าร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม แม้ในภาพยนตร์ เรื่องราวจะจบอย่างสวยงาม แต่ในความเป็นจริงกลับไม่เป็นอย่างนั้น การอยู่ร่วมกันของคนทั้งสองเชื้อชาติเป็นไปได้ด้วยดีประมาณ 1 เดือน เพียงไม่นานหลังจากที่ทั้งทีมชนะการแข่งขันชิงแชมป์โลก ฟรองซัวร์ พีนาร์ ก็ได้แยกตัวออกมาจากสมาคมรักบี้แห่งประเทศแอฟริกาใต้ และยื่นข้อเสนอให้นักกีฬาคนอื่นเซ็นสัญญากับ สมาคมรักบี้ระดับโลก ยกเว้นเชสเตอร์ วิลเลียมส์ นักรักบี้ผิวสีที่ได้รับข้อเสนออันทำให้เขาได้รับเงินน้อยกว่านักรักบี้คนอื่น แม้ว่าเขาจะเป็นหนึ่งในนักรักบี้ที่เป็นที่นิยมที่สุดของทีม นอกจากนี้ ยังมีนักรักบี้อย่างจีโอ ครอนเจ้ ที่ไม่ขอใช้ห้องนอนและห้องน้ำร่วมกับเพื่อนร่วมทีมผิวสี จนเป็นคดีอื้อฉาวในปี 2003
ด้านโค้ชจอร์จ คริสตี้ หลังจากที่เขาเป็นโรคลูคิเมีย ก็ทำให้เขาต้องออกจากงาน และคนที่มารับหน้าที่เป็นโค้ชต่อจากเขาคนแรกนั้น คืออังเดร มาร์คกราฟฟ์ ที่ถูกไล่ออกในปี 1997 หลังจากที่เขาพูดจาเหยียดผิวอย่างรุนแรงและคำพูดนั้นก็ถ่ายทอดออกสถานีโทรทัศน์ทั่วประเทศ และมีโค้ชคนอื่นที่เข้ามาทำทีมเรื่อย ๆ ยิ่งทำทีมเท่าไหร่ทีมยิ่งแย่ลงไปอีก ทำให้ทีมต้องแพ้อย่างน่าอับอายซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมทั้งยังมีเหตุการณ์ความขัดแย้งอื่น ๆ เกิดขึ้นในทีม ในรอบ 10 ปี ทีมรักบี้แอฟริกาใต้ได้ตกลงมาจากการเป็นยอดทีมของโลกสู่การเป็นทีมตัวตลก และในปี 2003 รูดอล์ฟ สเตรลี โค้ชของทีม ก็ตัดสินใจใช้วิธีแปลกพิสดารในการคุมทีมโดยที่คนอื่นก็ปฏิเสธไม่ได้ เขาบังคับให้ลูกทีมเปลื้องผ้าและคลานบนพื้นกระเบื้องที่เย็นสุดขั้ว เพื่อให้ทุกคนรู้จักสามัคคีกันก่อนที่จะถึงการแข่งขันชิงแชมป์โลก


ขอขอบคุณภาพประกอบจาก universalstudiosentertainment.com
ก่อนหน้าที่เจมี่ ฟอกซ์ จะได้ร่วมงานกับ เคอร์รี่ วอชิงตัน ในภาพยนตร์เรื่อง Django Unchained ทั้งสองคนก็เคยร่วมงานกันมาก่อนในหนังเรื่อง เรย์ (Ray) อันเป็นหนังอัตชีวประวัติของ เรย์ ชาลส์ นักเปียโนชื่อดังผู้บุกเบิกเพลงแนวอาร์แอนด์บี ภาพยนตร์เรื่องนี้ จบลงด้วยการที่เรย์เลิกเป็นคนติดยา พร้อมด้วยฉากสุดซึ้งเมื่อวิญญาณของแม่ ได้กลับมาขอร้องให้เขาสัญญาว่า "ลูกจะไม่ให้ใครหรืออะไรก็ตาม มาทำให้ลูกพิการอีก" และหลังจากนั้น แม้ว่าเรย์จะเป็นเสือผู้หญิง นอนกับสาวไม่เลือกตลอดทั้งเรื่อง แต่ภรรยาของเขา เดลล่า โรบินสัน ก็พร้อมอ้าแขนต้อนรับเรย์ให้กลับมาอยู่ด้วยกัน ในฉากสุดท้าย ทั้งสองคนจูบกัน ในงานเลี้ยงในยุค 70 ที่ห้อมล้อมไปด้วยลูก ๆ ที่น่ารักทั้ง 3 คนของเขา
ส่วนในชีวิตจริงของ เรย์ ชาลส์ กลับไม่ได้สวยสดงดงามเหมือนในหนัง เขามีลูกประมาณ 6 - 9 คน กับผู้หญิงกว่า 8 คน และเพราะการที่เขานอนกับผู้หญิงไปทั่ว ก็ทำให้เดลล่าทนไม่ไหวกับการนอกใจและมีลูกออกมามากมาย จนทำให้เธอฟ้องหย่าเรย์ในปี 1976 ถึงกระนั้น การหย่าขาดกับภรรยาแบบมองหน้ากันไม่ติดก็ไม่ทำให้เรย์ ชาลส์ เข็ดและเลิกมีความสุขกับการนอนกับผู้หญิงไปทั่ว เขานอนกับผู้หญิงต่อไปเรื่อย ๆ หลังจากนั้น
นอกจากนี้่ แม้ว่าเรย์จะเลิกเฮโรอีนอย่างจริงจัง แต่ก็ทดแทนการขาดเฮโรอีนด้วยสารเสพติดอย่างอื่นแทน เขาเริ่มดื่มเหล้าอย่างหนัก แม้กระทั่งการดื่มเหล้าเป็นปริมาณมากในตอนเช้า อีกทั้งยังเสพกัญชาทุกวันหลังอาหารเย็น เพราะเขาบอกว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เขามีชีวิตต่อไปได้ อันหมายความว่าเขาติดเหล้าและกัญชาแน่นอน และมีครั้งหนึ่งที่เรย์ยอมรับว่า อาการติดเหล้าอย่างหนักอาจทำให้เขาถึงแก่ความตาย เพราะเพียงไม่นานหลังจากที่เขาเป็นโรคตับอันเกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป เขาก็บอกว่า หากผมรู้ว่าผมจะมีชีวิตอยู่นานขนาดนี้ ผมคงเอาใจใส่กับตัวเองดีกว่านี้ จนกระทั่งปี 2004 เรย์ ชาลส์ ก็ประสบภาวะตับล้มเหลว และเสียชีวิตในที่สุด
พอทราบเรื่องจริงแบบนี้แล้ว ก็ทำให้เรารู้ว่า ชีวิตจริงบางทีก็ยิ่งกว่าในหนังเสียอีก






